Table of Contents

พลังแห่งความยั่งยืน: Cloud ERP กับบทบาทในการขับเคลื่อนคลังสินค้าแบบ Green Warehousing

Green Warehousing

Share

Table of Contents

ระบบซัพพลายเชนทั่วโลกนั้นทำหน้าที่เป็นกลไลในการขับเคลื่อนการค้าขนาดใหญ่ และนี้ถือว่าเป็นแหล่งสำคัญของการปล่อยก๊าซคาร์บอนและของเสีย ในขณะที่ผู้บริโภค หน่วยงานกำกับดูแล และนักลงทุนต่างเพิ่มแรงกดดันให้องค์กรธุรกิจต้องมีความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ธุรกิจหลายๆแห่งจึงเริ่มมุ่งเน้นไปให้ความสำคัญในเรื่องความยั่งยืนในด้านการดำเนินงานของธุรกิจมากยิ่งขึ้น แนวคิดนี้คือส่วนหนึ่งของแนวคิดสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้คือ “คลังสินค้าสีเขียว” ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Green Warehousing คืออะไร?

Green Warehousing หรือ ระบบคลังสินค้าสีเขียว คือการบริหารจัดการระบบคลังสินค้าตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการดำเนินงานในลักษณะที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของแนวคิด “โลจิสติกส์สีเขียว” และต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ครอบคลุมในทุกขั้นตอนของวงจรชีวิตคลังสินค้า

รวมถึงประเด็นใดบ้าง

คลังสินค้าสีเขียวนั้นเป็นมากกว่าแค่การเปลี่ยนไปใช้หลอดไฟ LED หรือการมีถังขยะรีไซเคิล แต่เป็นความตั้งใจแบบองค์รวมขององค์กรที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยครอบคลุมด้านต่างๆ ดังนี้:

การประหยัดพลังงาน

มาตรการหลักๆ ที่ให้ความสำคัญ ได้แก่ การนำแหล่งพลังงานหมุนเวียนมาใช้ (เช่น แผงโซลาร์เซลล์และกังหันลม) การติดตั้งระบบปรับอากาศ (HVAC) และระบบทำความเย็นที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มการใช้แสงธรรมชาติให้ได้มากที่สุดผ่านการติดตั้งช่องแสงบนหลังคา และการเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟ LED อัจฉริยะที่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว

การจัดการ/การประหยัดน้ำ

กลยุทธ์ต่างๆ ประกอบด้วย การเก็บน้ำฝนสำหรับใช้ในกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำดื่ม (เช่น การชักโครกหรือการรดน้ำต้นไม้) การติดตั้งอุปกรณ์ประปาที่ช่วยประหยัดน้ำ และการนำระบบหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่

การจัดการและลดปริมาณของเสีย

การมุ่งเน้นหลักคือการลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ โดยการใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิล นำกลับมาใช้ซ้ำได้ หรือมีขนาดเหมาะสม นอกจากนี้ ยังต้องมีการจัดตั้งโครงการรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพสำหรับวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง พลาสติก และโลหะ รวมถึงการตรวจสอบขยะเพื่อระบุและกำจัดแหล่งกำเนิดของเสีย

โครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนความยั่งยืน

ซึ่งหมายรวมถึงการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มาจากแหล่งผลิตในท้องถิ่น เช่น เหล็กรีไซเคิลและไม้ที่ได้จากการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีการใช้ “หลังคาเย็น” ซึ่งมีการเคลือบผิวสะท้อนแสงเพื่อช่วยลดการดูดซับความร้อน และลดความจำเป็นในการเปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศ

การดำเนินการที่เป็นเลิศ

การปรับปรุงการจัดการคลังสินค้ามีผลกระทบอย่างมากต่อความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นที่การลดการใช้พลังงานในการเคลื่อนย้ายและป้องกันการสูญเสียสินค้า ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายสินค้าและบุคลากรภายในโรงงาน รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการรับสินค้า การจัดเก็บ การหยิบสินค้า และการจัดส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประโยชน์ของคลังสินค้าสีเขียวมีมิติที่น่าสนใจอย่างมาก โดยครอบคลุมทั้งระยะสั้นและระยะยาว และไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการดูแลสิ่งแวดล้อมเท่านั้น โดยทั่วไปแล้ว ธุรกิจจะได้รับประโยชน์ด้านการประหยัดต้นทุนอย่างมาก เช่น ค่าสาธารณูปโภคและค่าธรรมเนียมการกำจัดขยะที่ลดลง รวมถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ในสายตาของลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ช่วยให้การปฏิบัติตามกฎระเบียบเป็นไปอย่างราบรื่น และมักส่งผลให้พนักงานมีความพึงพอใจและมีผลผลิตสูงขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีขึ้น

Cloud ERP: โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านไปสู่คลังสินค้าสีเขียวอย่างแท้จริงนั้น ไม่ได้อาศัยเพียงการอัปเกรดทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังต้องการระบบสารสนเทศแบบรวมศูนย์ที่แข็งแกร่ง เพื่อจัดการกับความซับซ้อน ติดตามประสิทธิภาพ และผลักดันการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) บนคลาวด์นั้นเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเข้ามามีบทบาทนี้

ระบบ Cloud ERP มอบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนคลังสินค้าสีเขียวในหลายมิติที่สำคัญ:

การเข้าถึงข้อมูลแบบรวมศูนย์และแบบเรียลไทม์

ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของความพยายามด้านความยั่งยืนขึ้นอยู่กับข้อมูลเป็นสำคัญ ระบบ ERP บนคลาวด์มีความสามารถในการรวบรวมข้อมูลจากทุกส่วนของธุรกิจ ตั้งแต่การจัดซื้อ การผลิต ไปจนถึงสินค้าในคลังและการเงิน แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เพียงแหล่งเดียวนี้ทำให้ธุรกิจสามารถติดตามตัวชี้วัดที่สำคัญได้อย่างแม่นยำ เช่น ปริมาณการใช้พลังงานต่อตารางฟุต การใช้น้ำ และปริมาณขยะที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ แดชบอร์ดแบบเรียลไทม์ยังให้ข้อมูลเชิงลึกในทันที ซึ่งช่วยให้สามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันเวลา แทนที่จะต้องรอรายงานย้อนหลังที่มักจะล่าช้า

การปรับปรุงประสิทธิภาพของสินค้าในคลังเพื่อลดความสูญเสีย/ของเสีย

สินค้าในคลังที่มากเกินไปหรือสินค้านั้นเริ่มใกล้ถึงวันหมดอายุนั้นกลายเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความสูญเปล่าในระบบซัพพลายเชน นี้จึงทำให้ระบบ Cloud ERP มีฟังก์ชันการจัดการสินค้าในคลังขั้นสูง ซึ่งช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถใช้เทคนิคการคาดการณ์ที่แม่นยำ โดยอาศัยข้อมูลยอดขายในอดีต แนวโน้มตามฤดูกาล และปัจจัยภายนอกอื่น ๆ

ด้วยการลดสินค้าในคลังที่มีมากเกินไปและเพิ่มความแม่นยำในระบบการนับสินค้าจะช่วยให้โอกาสที่ผลิตภัณฑ์จะหมดอายุและความจำเป็นในการกำจัดทิ้งโดยตรง

ยกระดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง

ระบบ ERP มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อน “โลจิสติกส์สีเขียว” ด้วยโมดูลแบบบูรณาการ เช่น ระบบการจัดการคลังสินค้า (WMS) และระบบการจัดการการขนส่ง (TMS) ซึ่งช่วยให้เวิร์กโฟลว์การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสูงสุด

สิ่งนี้ครอบคลุมถึงการปรับปรุงกลยุทธ์การจัดเก็บเพื่อลดระยะเวลาการเดินทางของรถยก ซึ่งช่วยประหยัดพลังงาน/เชื้อเพลิง การเพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางการหยิบสินค้า และการวางแผนการโหลดสินค้า (การจัดเรียง) อย่างชาญฉลาด เพื่อใช้พื้นที่บรรทุกให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดจำนวนรอบการขนส่ง ซึ่งส่งผลให้การปล่อยมลพิษจากการขนส่งลดลง

การส่งเสริมการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ระบบ Cloud ERP สามารถบริหารจัดการวงจรการจัดซื้อจัดจ้างและการชำระเงินได้อย่างครบวงจร ทำให้บริษัทสามารถติดตามและให้ความสำคัญกับผู้ขายโดยอิงจากมาตรฐานความยั่งยืนของพวกเขา ธุรกิจต่าง ๆ สามารถกำหนดและตรวจสอบการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งรับรองว่ามีการปฏิบัติตามนโยบายการจัดหาอย่างมีจริยธรรม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

การทำให้รายงานความยั่งยืนง่ายขึ้น

เมื่อการรายงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มีสถานะเป็นข้อบังคับ ระบบ ERP จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามกฎระเบียบได้ โดยจะดำเนินการรวบรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นโดยอัตโนมัติ ซึ่งรวมถึงการติดตามการปล่อยมลพิษ (ขอบเขตที่ 1, 2 และ 3) ตัวชี้วัดของเสีย และการใช้น้ำ การทำงานนี้ช่วยลดความพยายามและข้อผิดพลาดที่มักเกิดจากการรายงานด้วยตนเอง และยังสามารถจัดทำรายงานที่พร้อมสำหรับการตรวจสอบแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและหน่วยงานกำกับดูแลได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

Oracle NetSuite: พลังขับเคลื่อนการปฏิบัติงานคลังสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Oracle NetSuite นั้นเป็นโซลูชั่น Cloud ERP ชั้นนำ ที่มีความสามารถโดดเด่นในการสนับสนุนธุรกิจให้บรรลุเป้าหมายคลังสินค้าสีเขียว ด้วยแพลตฟอร์มแบบครบวงจรและผสานรวม ความสามารถอันแข็งแกร่งของ NetSuite จึงนำมาซึ่งความยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม

ระบบบริหารจัดการคลังสินค้าแบบใหม่ (WMS)

NetSuite WMS ผสานรวมเข้ากับระบบ ERP หลักอย่างสมบูรณ์ ช่วยให้การดำเนินงานถูกควบคุมด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ (เช่น การสแกน RF, การนำสินค้าเข้า/ออกจากคลังแบบมีไกด์) เพื่อให้เกิดการใช้แรงงานและอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

การปรับเส้นทางการหยิบสินค้าและการจัดเก็บสินค้าให้สั้นและมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยลดการเคลื่อนที่ของยานพาหนะที่ไม่จำเป็นได้อย่างมาก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดการใช้พลังงาน/เชื้อเพลิง และการสึกหรอ นอกจากนี้ คุณสมบัติต่างๆ เช่น การจัดการคลื่น (Wave Management) และการบรรจุกล่อง (Cartonization) ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการตามคำสั่งซื้อ ทำให้มั่นใจได้ว่ามีการขนส่งทางอากาศและวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่สิ้นเปลืองน้อยลง

การมองเห็นสินค้าในคลังและภาพรวมของระบบซัพพลายเชน

NetSuite ช่วยให้เห็นภาพรวมสินค้าในคลังแบบเรียลไทม์ 360 องศาในทุกสถานที่ ซึ่งการมองเห็นที่เหนือกว่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงของสินค้าในคลังที่ล้าสมัย และเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ความต้องการ ส่งผลให้กำหนดการจัดซื้อและการผลิตมีความกระชับและยั่งยืนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การสนับสนุนเทคนิคต่างๆ เช่น สินค้าในคลังแบบทันเวลาพอดี (Just-in-Time Inventory) ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินการด้วยสต็อกสำรองที่น้อยลง ซึ่งเป็นการลดพื้นที่ทางกายภาพและพลังงานที่จำเป็นสำหรับการจัดเก็บ

ข้อมูลด้านการเงินและปฏิบัติการที่เป็นหนึ่งเดียว

NetSuite เป็นชุดซอฟต์แวร์ที่สามารถผสานรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับข้อมูลทางการเงินได้อย่างลงตัว ทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถสร้างกรณีศึกษาทางธุรกิจสำหรับการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างแม่นยำและใช้ข้อมูลเป็นพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น บริษัทสามารถเปรียบเทียบการประหยัดพลังงานที่เกิดขึ้นจริงกับการลงทุนเริ่มต้น เพื่อคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สำหรับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์หรือรถยกไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจลงทุนมีข้อมูลสนับสนุนที่ชาญฉลาดและมุ่งเน้นความยั่งยืนมากขึ้น

การกำกับดูแลด้านกฎระเบียบและการรายงาน

NetSuite ช่วยให้สามารถตั้งค่าเพื่อติดตามและรายงานตัวชี้วัดด้าน ESG ได้อย่างครอบคลุม รวมถึงข้อมูลที่เจาะจงกับการดำเนินงานของคลังสินค้า เช่น การใช้พลังงานและปริมาณของเสีย ความสามารถในการรายงานแบบรวมศูนย์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้มั่นใจได้ถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสขององค์กร ซึ่งเป็นการสร้างความไว้วางใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ต้องการหลักฐานที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนของบริษัท

โดยสรุป

ในปัจจุบัน บทบาทของคลังสินค้าได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากสถานที่จัดเก็บสินค้าธรรมดา กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนมูลค่าและเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความยั่งยืนขององค์กร การนำระบบ Cloud ERP อย่าง Oracle NetSuite มาใช้ จะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถยกระดับจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบแบบพื้นฐาน ไปสู่การผนวกแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานอย่างแท้จริง ซึ่งนำไปสู่การสร้างโลกที่แข็งแกร่งและอนาคตที่ทำกำไรได้มากขึ้น

Share