ในโลกที่ธุรกิจหลายๆแห่งนั้นเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความรวดเร็วในการปรับตัวนั้นถือว่าเป็นหัวใจสำคัญเหนือปัจจัยอื่นใดในการทำธุรกิจ
เหล่าผู้ดำเนินธุรกิจมักจะได้รับคำแนะนำในดำเนินการขยายฐานธุรกิจและช่วงชิงความได้เปรียบในตลาดให้ทันท่วงทีก่อนคู่แข่งจะขยับตัว ภายใต้สภาวะกดดันเช่นนี้ ระบบการควบคุมทางการเงินจึงมักถูกลดความสำคัญลงและถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ค่อยกลับมาจัดการในภายหลัง เมื่อบริษัทเติบโตจนได้ระดับที่ต้องการแล้วเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การยึดติดถึงแนวคิดเหล่านี้อาจนำมาซึ่งภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินคาด
ช่องว่างระหว่างการเติบโตและการควบคุมธุรกิจ
เมื่อองค์กรมีการขยายขนาดขึ้น ปริมาณงานและความซับซ้อนของการทำธุรกรรมทางการเงินย่อมเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยบริหารจัดการได้ด้วยทีมบัญชีขนาดเล็กและระบบตารางคำนวณเพียงไม่กี่ชุด กลับกลายเป็นเรื่องที่ยากต่อการกำกับดูแลให้ทั่วถึงได้โดยง่าย เนื่องจากช่องทางการหารายได้ที่หลากหลายขึ้น โครงสร้างต้นทุนที่ปรับเปลี่ยนไป รวมถึงการขยายตัวของธุรกิจไปยังภูมิภาคและหน่วยงานต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้น
การขาดมาตรการควบคุมทางการเงินที่รัดกุมอาจทำให้ความซับซ้อนเหล่านี้กลายเป็นต้นเหตุของความคลาดเคลื่อน ทั้งในด้านการบันทึกบัญชี การวิเคราะห์ข้อมูล และการสรุปผลรายงานทางการเงิน
เมื่อเครื่องมือที่คุ้นเคยเริ่มแฝงไปด้วยความเสี่ยง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบตารางคำนวณนั้นยังคงเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในองค์กรที่กำลังขยายตัว เนื่องจากความยืดหยุ่นในการใช้งาน ความสะดวกในการเข้าถึง และความง่ายในการทำความเข้าใจ
อย่างไรก็ตาม เครื่องมือเหล่านี้กลับมีข้อบกพร่องพื้นฐานในด้านโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดได้ง่าย
จากผลการศึกษาของ European Spreadsheet Risks Interest Group พบว่า ตารางคำนวณกว่าร้อยละ 88% นั้นปรากฏความผิดพลาดแฝงอยู่ ซึ่งตัวเลขสถิติดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งเมื่อถูกนำมาใช้ในการจัดทำรายงานทางการเงิน ภายใต้สภาวะที่ธุรกิจมีการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด แม้แต่ความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยก็อาจขยายตัวจนกลายเป็นผลต่างที่มีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงกระบวนการตัดสินใจภายในองค์กรและการจัดทำรายงานเพื่อนำเสนอต่อเหล่านักลงทุน
ผลกระทบที่ตามมาจากการขาดมาตรการควบคุมที่รัดกุม
การละเลยต่อระบบการควบคุมทางการเงินที่เข้มงวดนั้น แม้จะไม่ได้นำไปสู่การทุจริตในทุกกรณี แต่ปัจจัยดังกล่าวมักจะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เกิดความคลาดเคลื่อนและความไม่สอดคล้องของข้อมูลได้อย่างง่ายดาย
อ้างอิงข้อมูลจาก Association of Certified Fraud Examiners พบว่า องค์กรต่างๆ มีแนวโน้มที่จะสูญเสียรายได้ต่อปีไปกว่า ร้อยละ 5% จากปัญหาการทุจริต ซึ่งสาเหตุก็คือการมีระบบการตรวจสอบภายในที่ขาดประสิทธิภาพนั่นเอง
นอกเหนือไปจากความเสียหายในเชิงตัวเงินแล้ว มาตรการที่หละหลวมยังบั่นทอนความเชื่อมั่นขององค์กร ทำให้กระบวนการตรวจสอบบัญชีมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น และยังเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจในอนาคตอีกด้วย
การปรับเปลี่ยนสู่ระบบบริหารการเงินที่มีประสิทธิภาพ
เพื่อเอาชนะข้อจำกัดเดิมๆ ธุรกิจจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการใช้กระบวนการที่ทำด้วยมือหรือระบบที่ทำงานแยกจากกัน ไปสู่แนวทางการทำงานที่เป็นระบบและบูรณาการมากขึ้น
การนำแพลตฟอร์มการเงินยุคใหม่มาปรับใช้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในด้านต่างๆ ดังนี้:
- เชื่อมโยงและจัดการข้อมูลจากหลากหลายส่วนงานโดยอัตโนมัติ
- วางมาตรฐานเดียวกันสำหรับการจัดทำรายงานในทุกระดับ
- บันทึกประวัติการทำธุรกรรมอย่างละเอียดเพื่อรองรับการตรวจสอบ
ระบบเหล่านี้ช่วยลดความผิดพลาดจากปัจจัยมนุษย์ ทั้งยังเสริมสร้างความมั่นคงและความแม่นยำให้กับข้อมูลทางการเงินขององค์กรอย่างยั่งยืน
บทสรุป
สำหรับองค์กรที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว อันตรายที่แฝงอยู่อาจไม่ใช่แค่ปัญหาการทุจริตเสมอไป แต่อยู่ที่ความเข้าใจผิดว่าระบบควบคุมทางการเงินสามารถรอได้ ทว่าในความเป็นจริง เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น ผลกระทบจากการเพิกเฉยต่อระบบเหล่านี้จะทวีความรุนแรงตามไปด้วย เนื่องจากการขยายตัวที่ปราศจากกลไกกำกับดูแลที่เข้มแข็งนั้นย่อมขาดความมีเสถียรภาพและไม่สามารถรักษาประสิทธิภาพไว้ได้ในระยะยาว


















