Table of Contents

เมื่อมังกรมุ่งหน้าสู่ตะวันตก: เหตุผลของ การเคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการของบริษัทจีนเข้าสู่สิงคโปร์และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Chinese companies expanding to Singapore and Southeast Asia

Share

Table of Contents

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนั้นมักจะเกิดขึ้นอย่างเงียบๆภายในแวดวงผู้บริหารคนสำคัญขององค์กรภายในประเทศจีน โดยมีปัจจัยกระตุ้นจากความตึงเครียดของทิศทางการเมืองโลกและภาษีที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคในตาลดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คาดว่าจะมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นแรงดึงดูดมหาศาลที่ทำให้องค์กรจีนหลายๆแห่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมการผลิต หรือธุรกิจเพื่อสุขภาพ ต่างพากันเคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการเข้าสู่สิงคโปร์และภูมิภาคนี้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่กำลังพลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับผู้บริหารระดับสูงภายในภูมิภาคนี้ การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่กล่าวมานั้นทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงในเรื่องการแข่งขัน การเฟ้นหาบุคลากร การไหลเวียนของเงินทุน และโครงสร้างพื้นฐานในการดำเนินงาน ดังนั้น การทำความเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการเคลื่อนไหว และสิ่งที่องค์กรเหล่านี้ต้องการเพื่อบรรลุความสำเร็จ จึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนในห้องประชุมคณะกรรมการที่ไม่อาจมองข้ามได้

ข้อมูลเชิงตัวเลขเบื้องหลังการเคลื่อนไหวเหล่านี้

ผลชี้วัดที่น่าสนใจคือตัวเลขจากการผลักดันในเรื่องการลงทุนจากประเทศจีนสู่ประเทศอื่นๆ โดยในปี 2024 ยอดการลงทุนจากต่างประเทศ (ODI) ของจีนมีมูลค่าสูงถึง 1.628 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสิ่งที่สะท้อนให้เห็นความสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างชัดเจนคือ การลงทุนในกลุ่มอาเซียนที่ขยายตัวถึง 13% ซึ่งถือว่าเติบโตในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก โดยมีสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย ครองตำแหน่งจุดหมายสามอันดับแรก

จากผลการวิจัยของ ARC Group พบว่าสัดส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตจากจีนที่รุกตลาดต่างประเทศนั้น คิดเป็นร้อยละ 40 ของบริษัทจีนทั้งหมดที่กำลังขยายฐานปฏิบัติการสู่ระดับสากล โดยมีข้อมูลที่น่าตกใจว่ากว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจเหล่านี้สามารถสร้างรายได้จากตลาดต่างแดนได้เกินกว่าร้อยละ 40 ของรายได้ทั้งหมดในปีงบประมาณ 2024 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการขยายตัวสู่ภายนอกมิใช่เพียงแค่การกระจายความเสี่ยงอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรอย่างเต็มตัว

ทำไมต้องเป็นสิงคโปร์?: เจาะลึกเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ

สิงคโปร์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นจุดศูนย์รวมสำหรับบรรดาธุรกิจยักษ์ใหญ่จากจีนที่ต้องการเข้ามาสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องด้วยเรื่องข้อได้เปรียบทางด้านโครงสร้างภาษีนิติบุคคลที่ร้อยละ 17 ระบบ กฎหมายด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง ความเป็นกลางในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และเครือข่ายข้อตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุม โดยเฉพาะข้อตกลงภาษีซ้ำซ้อนที่มีถึง 100 ฉบับ ซึ่งเหนือกว่าฮ่องกงที่มีเพียง 46 ฉบับอย่างเห็นได้ชัด ปัจจัยเหล่านี้จึงส่งเสริมให้สิงคโปร์กลายเป็นฐานปฏิบัติการระดับสากลที่มีความพร้อมสูงสุด

ข้อมูลจากการวิเคราะห์โดย Bloomberg Intelligence ระบุว่าในปี 2023 สิงคโปร์เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคให้กับบริษัทข้ามชาติกว่า 4,200 แห่ง ซึ่งทิ้งห่างจากฮ่องกงที่มีเพียง 1,336 แห่งอย่างขาดลอย แม้แต่บริษัทสัญชาติจีนเองที่ต้องการลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางการเมืองโลก ต่างก็เริ่มหันมาให้น้ำหนักกับสิงคโปร์ในฐานะจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญเหนือกว่าฮ่องกงในปัจจุบัน

กรณีของ Manus ซึ่งเป็นบริษัทนวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นผลลัพธ์ของกระบวนการนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด โดยบริษัทได้ตัดสินใจย้ายสำนักงานใหญ่จากกรุงปักกิ่งมาตั้งที่สิงคโปร์ในปี 2024 จนนำไปสู่ความสำเร็จครั้งสำคัญในช่วงปลายปี 2025 เมื่อ Meta เข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่าสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้อตกลงนี้ไม่เพียงแต่เป็นดีลประวัติศาสตร์ระหว่างบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกของสหรัฐฯ กับธุรกิจที่มีต้นกำเนิดจากจีนเท่านั้น แต่ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนสถานะทางธุรกิจมาเป็นบริษัทในสิงคโปร์เป็นกลยุทธ์ที่เฉียบแหลม ซึ่งช่วยทลายข้อจำกัดด้านกฎหมายของสหรัฐฯ และทำให้การควบรวมกิจการครั้งนี้เกิดขึ้นได้จริง

ปัจจุบันไม่ได้มีเพียงยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง ByteDance, Alibaba หรือ Shein เท่านั้นที่มุ่งหน้าสู่สิงคโปร์ แต่กลุ่มธุรกิจในภาคส่วนสุขภาพและพลังงานสะอาดต่างก็กำลังขยายอาณาจักรเข้ามาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน สอดคล้องกับรายงานจาก Reuters ที่ชี้ให้เห็นแนวโน้มความสนใจในการเข้าถึงตลาดทุน โดยระบุว่ามีบริษัทจากทั้งจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงอย่างน้อย 5 ราย ที่อยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์หรือเสนอขายหุ้น IPO ภายในระยะเวลา 12 ถึง 18 เดือนต่อจากนี้

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: โอกาสทางเศรษฐกิจอันล้ำค่าที่ไม่อาจมองข้าม

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวสู่การเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ โดยอาเซียนถูกคาดหมายว่าจะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลกภายในปี 2030 นอกเหนือจากความโดดเด่นของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางทางการเงินแล้ว รายงานจาก Temasek และ Google ยังระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลซึ่งครอบคลุมประเทศหลักอย่างไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ มีมูลค่าธุรกรรมออนไลน์สูงถึง 2.18 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 และมีโอกาสแตะระดับ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐได้ภายในสิบปีข้างหน้า

ศักยภาพด้านการบริโภคในภูมิภาคก็น่าจับตามองเช่นกัน โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ประชากรกว่าร้อยละ 70 ในอาเซียนจะขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ครั้งสำคัญนี้จะช่วยเปิดประตูสู่ตลาดผู้บริโภคที่มีมูลค่าสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในยุคปัจจุบัน ทัศนคติขององค์กรจากจีนที่มีต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยมิได้มองว่าเป็นเพียงฐานการผลิตต้นทุนต่ำหรือเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่คือตลาดหลักที่สำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว ผ่านการขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ “China+N” ที่มุ่งเน้นการสถาปนาฐานการผลิตและพาณิชย์ในหลายประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งทาง ARC Group ได้ระบุว่า ผู้บริหารชาวจีนในปัจจุบันต่างมองว่าอาเซียนเป็นส่วนขยายที่สำคัญของธุรกิจหลักมากกว่าจะเป็นเพียงแผนสำรองเพื่อป้องกันความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว

ความซับซ้อนด้านการปฏิบัติงานที่ตามมาหลังการขยายตัว

แม้ว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทโฮลดิ้งมายังสิงคโปร์จะประสบความสำเร็จในกลุ่มซีอีโอชาวจีนบางส่วน แต่ในความเป็นจริง ผู้บริหารอีกจำนวนมากยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคในการปฏิบัติงานที่ยากลำบาก เนื่องจากการบริหารจัดการธุรกิจที่ครอบคลุม 5 ถึง 10 เขตอำนาจศาลทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น มีความซับซ้อนและยุ่งยากมากกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ในตอนแรกเป็นอย่างมาก

ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงของระบบระเบียบในภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายภาษี มาตรฐานบัญชี สกุลเงินที่หลากหลาย ข้อกำหนดด้านเงินเดือน หรือการปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะตัวของแต่ละท้องถิ่น ล้วนเป็นปัจจัยที่สร้างความซับซ้อนให้กับการดำเนินงาน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ข้อกำหนดสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศของอินโดนีเซีย ภาษีของเวียดนามที่มีการปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง โครงสร้างภาษีของมาเลเซีย ไปจนถึงเกณฑ์การรายงานของสิงคโปร์

ความท้าทายประการสำคัญเกิดขึ้นเมื่อองค์กรจำเป็นต้องผนวกรวมงบการเงินเพื่อนำเสนอต่อสำนักงานใหญ่ ทว่าระบบบริหารจัดการในแต่ละประเทศต่างถูกออกแบบมาอย่างเป็นเอกเทศ ขาดการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ ข้อจำกัดและช่องว่างทางกระบวนการเหล่านี้จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความโปร่งใสและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของฐานะทางการเงินภายใต้โครงสร้างการบริหารงานระดับสากล

ปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นสำหรับองค์กรจีนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในประเทศโดยใช้ระบบวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจ (ERP) หรือซอฟต์แวร์บัญชีท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการดำเนินงานแบบหลายนิติบุคคล หลากหลายสกุลเงิน หรือครอบคลุมหลายประเทศ ดังนั้น เมื่อธุรกิจย้ายฐานมายังสิงคโปร์และเริ่มขยายบริษัทย่อยไปทั่วภูมิภาค รอยร้าวในระบบจึงเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น ทั้งความล่าช้าในการปิดงบรายเดือน ความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบบัญชี การขาดประสิทธิภาพในการแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ต่อสำนักงานใหญ่ และช่องว่างในการปฏิบัติตามกฎระเบียบท้องถิ่น

บทบาทสำคัญของ NetSuite ในสมการนี้

Oracle NetSuite ก้าวเข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการอุดช่องโหว่ด้านการดำเนินงาน ท่ามกลางกระแสการย้ายฐานของกลุ่มทุนจีนสู่สิงคโปร์และการขยายตัวไปทั่วอาเซียน ธุรกิจเหล่านี้มองหาระบบคลาวด์แพลตฟอร์มที่รวมศูนย์และยืดหยุ่น เพื่อมารองรับความท้าทายด้านการปิดงบการเงินรวมข้ามบริษัท การบริหารจัดการสกุลเงินที่หลากหลาย และความเข้มงวดของกฎหมายในแต่ละพื้นที่ ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกทั่วทั้งเครือข่ายธุรกิจแบบเรียลไทม์คือข้อได้เปรียบที่สำคัญ ซึ่งระบบ ERP รูปแบบเดิมที่มีโครงสร้างเทอะทะและภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูงไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้

โมดูล NetSuite OneWorld ได้รับการออกแบบมาเพื่อสนับสนุนองค์กรที่มีโครงสร้างซับซ้อนและมีการดำเนินงานผ่านบริษัทย่อยในหลายประเทศโดยเฉพาะ ระบบนี้ช่วยให้ฝ่ายบัญชีและการเงินสามารถบริหารจัดการธุรกรรมระหว่างบริษัท (Intercompany Transactions) ดำเนินการปิดงบการเงินรวม และดูแลการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายและภาษีของแต่ละท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านฐานข้อมูลกลางเพียงชุดเดียว ส่งผลให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลที่แม่นยำและเรียลไทม์ เพื่อใช้เป็นรากฐานสำคัญในการตัดสินใจขยายธุรกิจไปทั่วโลกได้อย่างมั่นใจ

การสร้างระบบปฏิบัติการที่มั่นคงตั้งแต่ระยะเริ่มแรกไม่ได้เป็นเพียงภารกิจทางเทคนิคสำหรับบริษัทจีนที่เริ่มรุกตลาดสิงคโปร์และอาเซียน แต่เปรียบเสมือนฟันเฟืองยุทธศาสตร์ที่กำหนดศักยภาพในการขยายตัว เสริมสร้างความโปร่งใสต่อกลุ่มนักลงทุน และยกระดับความแม่นยำในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของผู้นำองค์กร ท่ามกลางสมรภูมิการค้าในระดับนานาชาติที่มีความท้าทายสูง

บทสรุปสำหรับผู้บริหารระดับสูงในภูมิภาค

การขยายฐานของกลุ่มทุนจีนเข้าสู่สิงคโปร์และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวเพื่อรับมือกับกำแพงภาษี แต่คือการปรับทิศทางเชิงกลยุทธ์ระยะยาวที่น่าจับตามอง โดยการวางรากฐานโครงสร้างธุรกิจในระดับภูมิภาคให้มีความแข็งแกร่งนี้ จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ผลักดันให้เกิดทั้งสภาวะการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น การสร้างเครือข่ายพันธมิตรใหม่ๆ และการแสวงหาโอกาสร่วมลงทุนกับกลุ่มผู้นำทางธุรกิจเดิมในพื้นที่อย่างเลี่ยงไม่ได้

โจทย์สำคัญที่บรรดาผู้บริหารในภูมิภาคนี้ต้องเผชิญคือ การพิจารณาว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์การแข่งขันเดิมอย่างไรบ้าง ท่านควรสำรวจว่ามีธุรกิจยักษ์ใหญ่รายใดจากประเทศจีนที่กำลังรุกคืบเข้ามาในตลาดที่ท่านดูแลอยู่ นอกจากนี้ ประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งคือการตรวจสอบความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรของท่าน ไม่ว่าจะเป็นระบบ ERP กระบวนการรายงานทางการเงิน หรือกรอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ ว่ามีความเข้มแข็งและยืดหยุ่นเพียงพอที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้ทันต่อความเร็วและขนาดของสภาพแวดล้อมทางการค้าในยุคใหม่นี้หรือไม่

Share